10 Key Feature เด็ดบน iOS 5 in WWDC'11

จบกันไปแล้วนะครับ เมื่อคืน
สำหรับ Keynote เปิดงานของ Apple ในงาน WWDC'11

WWDC??
WWDC ย่อมาจาก World Wide Developers Conference
จัดโดย Apple,inc ตั้งแต่ปี 1995 เป็นงานรวมตัวนักพัฒนา Mac และ iOS ครับ

เมื่อคืนนั้น Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชิ้นนั่นคือ...
  - Mac OS X 10.7 :: Lion
  - iOS 5
  - iCloud

ซึ่งใน Blog นี้ผมจะขอพูดถึงแต่ในเรื่องของ iOS 5 เพราะเรื่องอื่น ผมไม่มีความรู้ ความเข้าใจเพียงพอ
ในการอธิบาย Key Feature ทั้งหมด (พอดี เมื่อคืนนั่งดูในส่วนของ iOS อีกรอบ เลยพอเข้าใจตรงนี้)


ซึ่งในการคนที่มาพูดคือ Scott Forstall ซึ่งเป็น Senior Vice President ในส่วนของ iOS Software ครับ


และพลาดไม่ได้เลย สิ่งที่ Apple ใช้เปิดตัว Keynote ต่าง ๆ คือเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขนั่นเอง ก็มีดังนี้ครับ


  - iOS Devices ถูกขายไปทั้ง 200 ล้านเครื่อง
  - iOS Platform มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 44% (Android 28% RIM 19% Other 9%)
  - iPad ถูกขายไป 25 ล้านเครื่องในระยะเวลา 14 เดือน
  - เพลงที่ถูกขายผ่าน iTunes Store ไปแล้วกว่า 15 พันล้านเพลง
  - หนังสือบน iBooks Store มีการ Download ไปแล้วกว่า 130 ล้านครั้ง
  - Apps บน AppStore มีราว ๆ 425000 Apps และ Apps iPad กว่า 90000 Apps
  - มีการ Download มากกว่า 14 พันล้านครั้งบน AppStore
  - Apple จ่ายนักพัฒนาไปแล้วกว่า $2,500,000,000 (หรือประมาณ 7 หมื่น 5 พันล้านบาท)
  - มี 225 ล้าน Account ที่มี Credit Card และพร้อมซื้อสินค้าผ่าน AppStore เพียง 1 Click

จากนั้นเขาก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ (ซะที !!)


  - 1500 New APIs สำหรับ Developers
  - 200 New User Features
  - 10 Key Features (เราจะมาพูดกันตรงนี้แหละ)

เริ่มกันเลยนะครับ

1. Notification Center
ระบบ Notification ใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนเวลามีอะไร Push มันจะขึ้นเตือนเป็น Alert เด้งขึ้นมา
แล้วมี 2 ปุ่มคือ View กับ Close ซึ่งบางทีเล่นเกมส์อยู่ มันก็เด้งขึ้นมา อาจก่อให้เกิดความรำคาญ
แต่ปัญหานี้จะหมดไป เพราะ Apple ได้ทำระบบนี้ใหม่หมด (เอ๊ะ !!)
จริง ๆ เขาว่ากันว่า Apple ได้ซื้อตัวนักพัฒนาระบบนี้จาก Cydia มา รู้สึกโปรแกรมจะชื่อ MobileNotificier ประมาณนี้แหละ ซึ่งขายอยู่บน Cydia Store ราคา $2.99 และยังมีคนบอกอีกว่า มันเหมือนระบบของ Android มาก ๆ ... 
 โดยรวมก็คือ เวลามีการแจ้งเตือนนั้นจะมาในรูปแบบของ Status Bar ด้านบน ซึ่งขึ้นมาแค่ให้เรารู้ และก็หายไป (ดังภาพที่ 4) และเราสามารถดูการแจ้งเตือนทั้งหมดโดยการลากนิ้วจากด้านบนลงมาด้านล่าง โปรแกรม Notification Center ก็จะแสดงออกมา (ภาพที่ 2) และโปรแกรมนี้ก็จะไปอยู่ในหน้า Lock Screen อีกด้วย (ภาพที่ 3)

2. NewsStand
จริง ๆ มันก็คือชั้นวางนิตยสารที่แยกออกมาจาก iBooks นั่นแหละ แต่หนังสือ ก็อย่างที่เห็นมีจำพวก นิตยสาร และ หนังสือพิมพ์เท่านั้น (พวกรายเดือน/รายวัน)

3. Twitter
เป็นการควบรวม Twitter กับโปรแกรมบน iOS ต่าง ๆ เช่น Photos,Maps
ซึ่งเขากล่าวว่าใน 1 สัปดาห์นั้นมี Tweet ที่ถูกส่งกว่า 1 พันล้าน Tweet ซึ่ง Apple ก็ได้ให้ความสำคัญตรงนี้
และทำระบบนี้ขึ้นมา ตัวอย่าง เช่นโปรแกรม Photos เราสามารถ Tweet รูปจาก Album ของเราได้ทันที (รูปที่ 3) และยังมีในโปรแกรมอื่น ๆ อีกนะ... และคิดว่านักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อโปรแกรม Twitter กับโปรแกรมตัวเองได้อีกด้วย

4. Safari

สิ่งที่เพิ่มเข้าก็คือ ระบบ Tab นั่นเอง ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว เมื่อก่อน ค่อนข้างยุ่งยากในการเปลี่ยนหน้าไปมา เด้งไป เด้งมา (ผมว่ามันกินแรม แล้วช้า ๆ ด้วย) และที่เด่น ๆ ก็มีอีก 2 อย่างคือ สามารถใช้ระบบ Safari Reader ซึ่งทำให้อ่าน Article Bookmark ได้ และ สามารถเซฟ Page ต่าง ๆ เก็บไว้อ่านทีหลังได้ด้วย Reading List (มันก็คือ Bookmark ที่มีตัวบอกว่า เราอ่านไปแล้วหรือยัง มาช่วยเตือน นั้นเอง)

5. Reminders
ง่าย ๆ คือ มันคือระบบ Checking List นั่นเอง... (ซึ่งระบบนี้ตี Apps หลายตัวเหมือนกัน) แต่ข้อดีของมันก็คือ ระบบนี้จะ Sync กับ iCal โดนอัตโนมัติ และ สามารถอิงกับโปรแกรม Maps เพื่อบอก Location ได้ด้วย มีจุดนึงที่เราสนใจ แอบเห็น UISwitch ใหม่ด้วยล่ะ แอร๊ยยยย เท่กว่าเดิมอีก

6. Camera

อันแรกเลยก็คือ เราสามารถถ่ายภาพได้จาก Lock Screen เลยนะตอนนี้...
  - สามารถใช้ปุ่ม เพิ่มเสียง เป็นปุ่ม Shutter ได้ทันที (ให้ความรู้สึกเหมือนกด Shutter กล้องเลย)
  - ใช้ 2 นิ้ว Pinch ในการ Zoom in/out ได้ (เมื่อก่อน ต้องเลื่อน Slider)
  - มีระบบ AE/AF Lock **(AE :: Auto Exposure , AF :: Auto Focus)
  - สามารถตัดแต่งภาพได้เบื้องต้นอีกด้วย (Crop , Red-eye Reduce, Auto Enhance)

7. Mail
   - Rich Text Formatting ทำให้เราสามารถทำให้ข้อความอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ (หนา,เอียง)
   - Indentation Control ระบบนี้จะทำให้เราสามารถ
  - Draggable addresses [ขอไม่อธิบาย ยัง งง กับการทำงาน]
  - S/MIME เป็นการเข้ารหัสความปลอดภัยก่อนส่ง E-mail
  - Flag messages คงไม่ต่างอะไรกับระบบ Flag ทั่วไปเท่าไรนะ

  - Dictionary Popover เราสามารถ Highlight Message เพื่อแปลคำศัพท์ตรงนั้นได้เลย
    (ยังไม่แน่ใจเรื่อง  Dictionary ว่าใช้ฐานข้อมูลตัวไหน และสามารถเพิ่ม Dictionary ภาษาอื่น ๆ
    ที่เราต้องการได้หรือปล่าว)
  - อันนี้เด่นมากเลย คือ เราสามารถแยก Keyboard เป็น 2 ฝั่งได้ เหมาะสำหรับคนมือใหญ่ ซึ่งถือ iPad
    ในลักษณะสองมือ ซึ่งจะสามารถพิมพ์ได้สะดวกขึ้น (ชอบบบอันนี้)

8. PC - Free


ซึ่ง Scott ได้กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคหลัง PC แล้ว บางคนซื้อ iPad , iPhone เป็นเครื่องหลัก บางทีเขาคนนั้นอาจจะไม่มี PC อยู่ที่บ้านเสียด้วยซ้ำไป

ผมจะขออธิบาย ระบบ PC-Free ด้วยตัวเองแล้วกันครับ
จำกันได้ใช่มั้ยครับ เวลาเราไปซื้อเครื่องอะไรใหม่ ๆ จาก Apple นั้น ตอนที่แกะกล่องนั้น เมื่อเราเปิดเครื่อง จะขึ้นหน้าต่างที่เป็นรูป สาย Sync บอกว่าให้ Sync เข้ากับ iTunes เพื่อทำการ Set Up new Device ก่อน ระบบนี้เข้าช่วยตรงนั้นแหละครับ
คือทำให้ตัว Device สามารถ Set Up ตัวเองได้เลย โดยที่ไม่ต้องต่อกับ PC คุณสามารถซื้อ iDevice และนำไปใช้ได้ทันที โดยจะมีหน้า Set Up ของตัว Device เอง และนอกจากนี้ยังเพิ่มระบบการอัพเดทอัตโนมัติด้วย Software Update OTA (Open to The Air) ซึ่งทำให้การอัพ Firmware ทำได้ง่ายขึ้น

9. Game Center
  - iOS เป็น Gaming Platform ที่เติบโตเร็วมาก ใช้เวลา 9 เดือนกับจำนวนผู้ใช้ 50 ล้านคน
  - ส่วนระบบก็ยังคล้าย ๆ เดิมพวก Achievement points , Friend of Friend , Friend Discovery
  - สามารถ Download Games ได้ทันที จาก Game Center ซึ่งตรงนี้ดีนะ จะได้รู้ว่า
    เกมส์ไหนมีคนเล่นเยอะจริง ๆ เพราะ Ranking ใน App Store ส่วนใหญ่พวกฟรี/ถูก มักจะขึ้นอันดับต้นๆ
  - Turn-Based games ซึ่งเป็นเกมส์ที่เล่นได้ในโปรแกรมทันที

10. iMessage
  iMessage จริง ๆ มันก็คือ Message เดิมที่ถูกปรับปรุงใหม่ ให้สามารถคุยผ่าน iDevice ตัวอื่น ๆ ได้ ซึ่งระบบทำออกมาได้ค่อนข้างดี มีระบบต่าง ๆ มากมาย (ที่โปรแกรม Chat ส่วนใหญ่มีหมดแล้ว  - -")

 ซึ่งได้เพิ่มเข้ามาในส่วนของระบบ Notification เข้ามา ทำให้สามารถคุยกับเพื่อนแม้ขณะเล่นเกมส์ได้ โดยมันจะ Push ขึ้นมาให้ดู (รูปอยู่ที่ ข้อ 1) ซึ่งระบบที่คล้าย BB ก็คือ ระบบ "อ่านหรือยัง ?" ซึ่งเหมาะมาก ๆ ... บอกได้คำเดียวว่า BBM เจ๊งก็คราวนี้แหละ... 555555555555555 (อารมณ์บอลชนะ) เนื่องจาก BBM ลงมาเล่นตลาดล่าง ๆ เยอะ ฉะนั้นคนที่ใช้ BB ต่อไป อาจจะซื้อมาเพื่อ Chat .oสังคมของเขา อย่างเดียว เนื่องจากจำนวน App ใน BB App World นั้นน้อยมาก จนไม่รู้จะเอาเสปคเครื่องแรง ๆ ไปเพื่ออะไร แต่ BB รุ่นไหนก็เล่น BBM ได้

นอกจาก 10 Key Feature ที่กล่าวมา ยังมี Feature อีกกว่า 200 Feature ที่กล่าวมา เช่น


ขอบคุณภาพจาก Engadget
ขอบคุณภาพจาก Apple
ขอบคุณข้อมูลจาก Apple Keynote 

Popular posts from this blog

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android

5 TED Talk ที่จะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้น