"อีสุกอีใส" ประสบการณ์เมื่อต้องมาเป็นตอนอายุ 22

ก่อนงานทำบุญที่บ้าน ประมาณอาทิตย์หนึ่ง ผมป่วยครับ ประมาณว่า เป็นหวัดไม่ยอมหาย
แต่ชิวมากเลย มันเป็นแค่หวัดอ่อนๆ ที่ไม่น่าจะต้องทำอะไรเท่าไร นอกจาก กินยาลดไข้
หลังจากงานทำบุญบ้าน ผมไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่า ผื่นที่ขึ้นบนหน้าเป็นแค่ สิว
ที่มาๆ หายๆ บนหน้าผม (ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยมีสิวเท่าไร)

หลังจากกลับมาจากนัดเอาของไปให้คนคนหนึ่ง และไปนั่งกินชาแก้เหนื่อยจากงานทำบุญบ้าน
ก็รู้สึกแปลกๆ ร้อนเนื้อร้อนตัว ... จนหลับไป ตื่นมา ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เล่นต่อ (ชิวว)

เดินลงไปข้างล่างแม่ทักว่า "ผื่นที่แขนไปทำอะไรมา" ก็เลยเริ่มสงสัยว่าจะเป็นอะไรหรือปล่าว ?
ซึ่งผมเป็นคนหนึ่ง ที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยเป็น ... เพราะน่าจะเป็นเด็กที่ได้รับวัคซีนตอนเด็กๆ

และแน่นอนตัวผมเองก็เหมือน "สินค้าหมดประกัน" ถ้าวัคซีนนั้นรับประกันว่า
เราจะไม่เป็นโรคนี้ไปอีก 20 ปี ผมก็ไม่ต่างอะไรกับ "ประกันขาดหลังวันหมดอายุเพียงไม่กี่วัน"
(คิดจากการรับประกันสินค้าทั่วๆ ไป คือ 1 ปี)

โทรปรึกษาพี่ชายคนนึง ซึ่งเป็นเอาตอนโตเหมือนกัน เจ้าของ Blog

[Diary] เมื่อต้องมาเป็น “อีสุกอีใส” เอาตอนแก่…

ก็ได้รับคำแนะนำว่า "ไปหาหมอ" รีบบึ่งไปคลีนิคไกล้บ้านเลย
จากนั้นก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่ต้องตรวจแล้วล่ะ อีสุกอีใส แน่นอน"
โรคอีสุกอีใส (Chickenpox หรือ Varicella) เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยโรคหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสผู้สูงอายุ โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิง และในผู้ชาย ที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella zoster virus หรือ เรียกย่อว่า VZV/วีซีวี ไวรัส) โดยทั่วไป เป็นโรคพบในเด็ก ตั้งแต่อายุประมาณ 1 ขวบ ไปจนถึงอายุประมาณ 12 ปี แต่อย่างไรก็ตาม พบได้ในทุกอายุ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่  
หมอก็สั่งยาต้านไวรัสให้ 2 แผง กินทุกเช้าเย็น
(ROXTROCIN 150 และ TRIZ Cetirizine Hydrochloride BP 10mg)
และใบรับรองแพทย์ไม่ให้ไปมหาวิทยาลัย 6 วัน (โครตอยากไม่ไปเยอะกว่านั้น)

หลังจากนั้นประมาณวันถึงสองวัน ... ก็ป่วยเลยครับ เห็นว่า เวลาเป็นตอนโตไข้จะหนักกว่าปกติ
ไข้ผมดีดขึ้นไปถึง 39 องศา เป็นเวลา 2 วันที่ทรมาน ลุกไปไหนยาก เดินลงไปหาอะไรทานก็เวียนหัว
ดังนั้น ดูแลตัวเองให้ดีนะครับ ช่วงนี้ร่างกายเราจะอ่อนแอมาก ...  แต่หลังจากไข้ลดลงก็สบายล่ะครับ เปรี้ยวได้เหมือนเดิม

** ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้วัคซีนสำหรับโรคอีสุกอีใสถูกบรรจุอยู่ในวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กหรือยัง
     แต่ถ้าต้องการป้องกัน สามารถไปรับการฉีดได้ตามโรงพยาบาลทั่วไปได้เลยครับ (อาจจะมีค่าใช้จ่าย)

ข้อปฏิบัติที่ควรทำ (ที่ผมทำ)
  • ยาเขียว อย่ากิน อย่าอาบ ถึงแม้มันจะเป็นตำรับโบราณ อะไรก็ตาม หมอบอกว่า ด้วยฤทธิ์ของมันจะทำให้ร่างกายเร่งตุ่มให้ขึ้นมากๆ ... แต่แน่นอนโอกาสคัน โอกาสเกา ก็เยอะขึ้น โอเคถ้าใครโชคดีมันหายเร็วก็ดีไป ... แต่การที่มันเยอะขึ้น ก็ทำให้มันดูแลรักษายากขึ้นตามไปด้วย :)
  • ตัดเล็บให้สั้น ไม่ควรเกา หรือทำอะไรกับตุ่มที่ขึ้นมาไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ที่ตัดเล็บให้สั้น เผื่อกันเผลอเล็บไปโดน
  • ถ้ามีไข้ ให้กินพารา อย่ากิน แอสไพริน
  • อาบน้ำ ล้างหน้า โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เบาต่อผิวหนังมากที่สุด ... แต่ผมใช้ปกติที่ใช้อยู่ทุกวันเลยนะ แต่ก็อาบเบาๆ อย่าให้ตุ่มมันแตกอ่ะเป็นพอ ... 
  • ใช้ของแยกกับคนที่บ้านไปเลย (ในกรณีที่มีคนในบ้านที่ยังไม่เคย) แยกทุกอย่าง กินเอง ล้างเอง แก้วน้ำล้างเอง มีประปุกน้ำเป็นของตัวเอง 
  • กินยาต้ายไวรัสที่ได้จากหมอ อย่าลืม กินให้ตรงเวลาด้วย ... (ผมไม่ค่อยตรงตอนเช้าเท่าไร แต่ก็ไม่ขนาดว่าตื่นบ่าย) ยาจะช่วยให้เชื้อไวรัสไม่แพร่กระจายกว่าที่ควรจะเป็น
  • อย่าให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวาย ในห้องนอน ... นี่คือห้องส่วนตัวอย่างแท้จริง ... ผมอยู่ที่ห้องนอนทั้งวัน ทุกอย่างมีอยู่ที่นี่ จัดเตรียมไว้หมด ยกเว้นตู้เย็น - - 
  • ของแสลงที่ไม่ควรทานคือ ไข่ และ อาหารทะเล ... ถึงในตำราของแพทย์แผนปัจจุบันจะไม่ได้ระบุของที่ห้ามทานแล้ว แต่ก็ห่างๆ ไว้หน่อยก็ดี :)
อะไรคือสิ่งที่มาพร้อม "อีสุกอีใส" ตอนเราโตแล้ว ...

ความเครียด ... มันเครียดมากกว่าเป็นตอนเด็กเยอะนะ ผมว่า ... เราไม่สามารถไปไหนได้เลย ไม่อยากออกจากบ้านไปเจอใคร กลัวทุกครั้ง เวลาส่องกระจก (นี่หน้ากรู ? - -) อาจจะเป็นเพราะเรามีความรู้สึกนึกคิด ที่มากกว่าตอนที่ยังเป็นเด็กล่ะมั้ง :)

ความเครียด ... เกี่ยวกับอนาคตที่จะมาถึง เช่น มีงานอะไรสำคัญในช่วงนี้ไหม เมื่อไหร่ถึงจะไปมหาวิทยาลัย ไปเรียนได้เหมือนเดิม ... แล้วการที่มีผลข้างเคียง เช่น เป็นไข้สูง กระทบอะไรกับงานหรือปล่าว ? ถึงแม้ว่าเราจะสามารถลาหยุดได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ตารางเวลาของงานต่างๆ มันจะยืดออกไปนี่นา (เช่นการสอบปริญญานิพนธ์ของนักศึกษา)

และความเครียด ... หน้าเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม ? - - ถ้าเป็นคนรักษาหน้าตัวเองมาบ้าง ก็รู้สึกประหลาดๆ เวลามีอะไรมาอยู่เต็มหน้าไปหมด อ๊ากกกกกกกกกกกกกก ความเครียดนี้จะมาประมาณวันที่ 2-3 ที่มันขึ้นมาเยอะๆ ที่หน้า ... แต่พอมองตัวเองในกระจกบ่อยๆ จะหายไปเอง :) เราต้องคิดว่านี่คือ Once in a lifetime ที่ทุกคนต้องเจอ แล้ว `ปลง` ซะ

ความยับยั้งชั่งใจ ... ในการแกะแผล หรือ เกา ถึงแม้เราจะคันมากแค่ไหน เราจะยังมีความรับผิดชอบ ความกลัวมากกว่าเด็กๆ ที่แกะเละ จากประสบการณ์ที่อ่านมาตามเน็ต เพราะตอนเด็กๆ แกะนี่แหละ บางคนแผลเป็นยังคงอยู่มาจนถึงตอนโต

รายละเอียดเต็มๆ เกี่ยวกับโรค "อีสุกอีใส"

ณ ตอนนี้ผมหายดีแล้วครับ (Dec, 15 2012) สะเก็ดที่หน้าหลุดหมดละ เหลือจุดๆ บ้าง และตัวใหญ่ๆ 3-4 จุด ที่คงต้องรักษาหน้ากันอีกยาวเลย ... จะพยายามต่อไป ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็มี ฮีรูดอยล์ (ทาที่แขนและตัว) แล้วก็ Smooth E (ทาที่ใบหน้า) ครับ ... ชโลมเช้าเย็น (ขอใช้คำนี้เลยนะ)

แผลที่เกิดจากการตกสะเก็ดก็เหมือนแผลปกติทั่วไปแหละครับ แต่มันทิ้งแผลเป็นแน่ๆ ผมเชื่ออย่างนั้นเลยเตรียมการเพื่อฟื้นฟู อย่างดี หาข้อมูลตามเว็บที่น่าเชื่อถือ (ผมพึ่ง Jeban.com ซึ่งเป็นเว็บที่ผมไม่เคยเข้าเลยในชีวิต) ถามสาวๆ บ้าง เค้าแนะนำเราได้ :)

ถึงจะเป็นตอนโต แต่ผมเองก็ถือว่าโชคดี ที่ตุ่มขึ้นที่หน้าไม่เยอะมาก ตอนแรกเครียดมากเลย แต่ตอนนี้เริ่มเฉยๆ สู้กับมันต่อไป จนกว่าจะหายหมด :) 

Popular posts from this blog

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android