บันทึกการเดินทาง#18 :: Start It Up, Power It Up #3


ได้เป็น 1 ในผู้ที่ได้รับ Confirmaion Email กับงานนี้ครับ Start It Up, Power It Up ครั้งที่ 3 
จัดโดย Thumbsup เช่นเคย คราวนี้ที่ Microsoft Auditorium ครับ ...

http://thumbsup.in.th/2013/01/start-it-up-power-it-up-3/

ผมเดินทางไปแต่เช้าเลย ถึงอนุเสาวรีย์ประมาณ 9 โมงเนื่องจากรถติด นั่ง BTS ไปเพลินจิต
ไปเดินหลงกว่าจะเจอสถานที่จัดงาน เล่นเอามึน คือตึก CRC อยู่ใน All Seasons Place ครับ
ต้องเดินจากสถานีรถไฟฟ้าประมาณ 1km เห็นจะได้ .... แต่ก็พอเดินไหวครับ 


มาถึงก็กินกันเลย ที่นี่เลี้ยงดีมากครับ มีขนมให้กินทั้งวันเลย ... วันทั้งวัน ก็นั่งฟัง Session ต่างๆ ทั้งความรู้บ้าง ขายของบ้าง ... ปนๆ กันไป แต่ก็สนุกดีครับ ผมสนใจแต่ Session ประสบการณ์และความรู้มากกว่านะ จนหมดวัน ขอแชร์ไว้นิดหน่อยแล้วกันนะครับ 

ปัจจุบันการทำ Startup อย่า One man show การหา Partner ไม่ว่าจะเป็นชาติเดียวกัน หรือต่างชาติก็ควรหา อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ อะไรที่มันเป็นงานใหญ่ ในตอนเริ่มต้นหาได้ก็หา เปิดรับแนวคิด Open Innovation เยอะๆ บางคนอาจจะกลัวว่า ถ้าไปเป็น Partner กับคนอื่น จะกลัวเสียไอเดีย หรือปล่าว ? การรักษาความลับมีได้หลายวิธี ต้องลองศึกษาดูครับ เช่น Codename, Need to Know Specification, etc.

การพัฒนาคนนั้นบริษัทใหญ่ๆ มักจะใช้การจัด Training ขึ้นมา แต่สำหรับ Startup แล้วการพัฒนาคน (Talent Development) อาจจะทำไปควบคู่กับ Product Development เลยก็ได้ ... เช่น ถ้าอยากพัฒนาใครให้มีความสามารถอะไรโดดเด่นก็โยนงานแนวนั้นไปให้บ่อยๆ (ทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถและ Learning Curve ของคนคนนั้นด้วย)

VC (Venture Capital) นั้นจะไม่สนใจบริษัทที่เป็นสีเทา คือบริษัทที่เป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่มี committment ที่ดี องค์กรไร้ทิศทาง เรื่องแบบนี้เขาดูรู้หมดนะครับ อาจจะเพียงแค่คุยกัน ผู้นำควรจะเป็นผู้นำได้จริงๆ อาจจะไม่ใช่ Founder เสมอไป พยายามสะสม Know-how, Core Technology และคิดเรื่อง Reuse Design ให้มาก ไม่ใช่ทำแล้วจบๆ ไป ... มองเรื่อง International ให้เป็นเรื่องใหญ่

อย่ามองว่าตลาด 'Consumer' ว่าง่าย ทำ Application แบบนี้ออกมา เดี๋ยวก็มีคนใช้ ถ้าคิดจะทำเงิน และโอกาสที่ดี ตลาด Business เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ประเด็นหลักๆ เลยนะ เพราะความ "เรื่องมาก" ของ User นี่แหละ = =' (พี่เจนแกพูดงี้เลยนะ) ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการเล็งตลาด "Consumer" ถ้าไอเดียไม่ดีจริงๆ (แต่ถ้าบ้านรวย เงินเหลือ ก็อีกเรื่องนึงนะ)

ทีมงานทุกคนจะต้องมีความฝันชัดเจน ในการทำ Startup หัวหน้าทีม หรือผู้นำจะต้องทำให้ผู้ร่วมทุนเห็นว่า Partnership จะได้อะไรจาก Product ที่มาลงทุน หรือทำด้วยกัน (ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว)

พยายามหาช่องทางที่ Go Inter ให้ได้ โดยเฉพาะเวลามองหาผู้ลงทุน (Venture Capital, Angel Investor) อย่ากรอบตัวเองอยู่แค่ในประเทศ(ไทย) เนื่องจากประเทศไทยนักลงทุนที่มีความรู้ทาง Technical มีน้อย ส่วนใหญ่จะกลัวการลงทุนในเรื่อง Technical มาก คงจะเพราะผลกำไรที่ยังไม่ชัดเจนในตอนเริ่มต้น 

คำแนะนำเวลาต้องร่วมทุนหรือทำธุรกิจกับ Partner ต่างชาติ
  •  คุยกันรู้เรื่อง พยายามหาคนที่ mindset ตรงกัน
  • ภาษา ในแง่ของการสื่อสาร ภาษาอังกฤษต้องยืนพื้นไว้ก่อน
  • ความซื่อสัตย์ ความเที่ยงตรง
  • คิดว่าทำไมเขาถึงจะให้เงินเรา ? Customer Based, Technical Person, Pitching
  • Pitching ทุกครั้งที่มีโอกาสเหมาะๆ (ย้ำนะ เหมาะๆ)
  • ทำ Prototype ให้เก่ง ... การทำ Prototype เก่งมักหมายถึงทำให้เร็วเพื่อไปเสนอ
  • Product ที่เรามี หรือจะทำ แตกต่างและเจ๋งกว่าของที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (Killing Feature)
เรื่องคน (อีกแล้ว) ไม่ว่าจะใคร ปัญหาการออกเกิดบ่อยๆ มักจะเสียดายกันเวลา Train ซะดิบดีออกซะงั้น ก็จะไปว่าเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ สิ่งที่ผู้นำที่ดีควรทำคือ พยายามมองพวกเขาเป็นฟันเฟืองให้กับองค์กร ไม่ใช่ให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นแค่พนักงานบริษัท ใจเขาใจเรานะครับ ตรงนี้

UX (User eXperience) คืออะไรก็ตาม ทุกๆ อย่างที่ทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้เปลี่ยนไป งานของ UX ไม่ใช่งานของ Designer เพียงอย่างเดียว ความเร็วในการทำงาน ความราบรื่นของ UI การกระทำของหน้าจอล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ UX แต่เราจะเห็นว่างานพวกนี้เป็นงานของ Developer ทั้งสิ้น ดังนั้น UX คือการเอาใจของ User เข้ามาใส่ในทีมงานทุกคน 

UX Designer ที่ดีจะต้องใส่ใจในรายละเอียด เช่นถ้าเดินเข้าไปร้านอาหารที่ดูแปลกตาอาจจะสงสัยว่า ทำไมเก้าอี้ที่ร้านนี้ต้องวางแบบนี้ ? หรือถ้าในเรื่องานก็อาจจะเข้าใจระบบต่างๆ การเขียนโปรแกรมเป็นหรือไม่เป็นสำหรับ UX Designer ก็ช่วยได้ เพราะจะได้รู้ข้อจำกัดของการพัฒนา 

Application ไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง แต่ทำสิ่งที่มันควรจะทำได้ตามเป้าหมายให้ที่สุด (Killing Feature เป็นเรื่องสำคัญมาก) อะไรที่มีให้ใช้ก็ควรใช้ อย่าไปดั้นด้นทำเอง ตัวอย่างเช่น Application เราส่งเมล์ได้ มี Mail API ให้ใช้ไหม ? ใช้สิ :P

UX is method change from "like" to "LOVE"

วิธีหนึ่งในการ Design UX ที่ดีคือ Design Thinking นั่นคือให้ทุกคนมานั่งด้วยกัน แจก Post It ให้ทุกคน เขียนปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งในขั้นตอนแรกนั้นจะเน้น "ปริมาณ" มากกว่า "คุณภาพ" จากนั้นทุกคนจะเริ่มระดมสมอง อธิบายวิธีที่ตัวเองเสนอมา ก็จะสามารถ จัดเรียง/จัดหมู่ วิธีการแก้ปัญหาได้และ "คุณภาพ" จะตามมาเอง

User บอกสิ่งที่เขา 'want' แต่ไม่ได้บอกสิ่งที่เขา 'need' กระบวนการ UX จะดึงสิ่งที่เขา 'need' ออกมาจริงๆ เช่นเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  • UXer: คุณป้าต้องการอะไรครับ ?
  • ป้า: ป้าต้องการสะพาน
  • UXer: ได้ครับ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ คุณป้าจะใช้สะพานข้ามไปไหนหรือครับ ?
  • ป้า: ป้าปวดท้องน่ะ 
  • UXer: ไม่ต้องใช้สะพานก็ได้ครับ ถ้าคุณป้าปวดท้อง เดินอ้อมไปหน่อยก็เจอโรงพยาบาลแล้วครับ 
  • ป้า: ป้าปวดท้องห้องน้ำน่ะ ไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก
  • UXer: อ๋อออออออออ ห้องน้ำอยู่ด้านหลังนี่เองครับ เดินตามผมมา เดี๋ยวผมพาไปครับ
เราจะเห็นว่าบางที User ก็บอกไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไรเนื่องจากปัจจัยต่างๆ จากเหตุการณ์นี้สุดท้ายแล้วก็ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างอะไรเลย สิ่งที่ป้าแก Need คือห้องน้ำ แต่ตอนแรกแกไม่รู้ :)

เท่าที่ผม Note ได้ก็มีเท่านี้ครับ หยิบ Macbook Air ขึ้นมา Mockup Data กันเลยทีเดียว
ถ้าศัพท์หรือข้อมูลตรงไหนผิด ก็ comment กันมาได้นะครับ ยินดีจะรีบแก้ไขให้ :)
จนหมดวัน ผมนัดเพื่อนไปปิดท้ายกันที่ After You, Siam Paragon ไปจัด I Love You Toast กัน
อร่อยมากเลย ขอลงภาพทิ้งท้ายไว้นะครับ :P


Popular posts from this blog

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

5 TED Talk ที่จะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้น