Agile Thailand 2013: KEEP CALM and BE AGILE


งานนี้ไม่มีพลาดแน่นอน Agile Thailand 2013
ปีนี้สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จัดที่ตึก CP สีลม ใจกลางเมืองเลยทีเดียว

คราวนี้ผมได้ไปทั้ง 3 กิจกรรมที่จัดขึ้นเลยทั้ง Code Retreat, Agile Workshop 201 ด้วย

ส่วนวันสัมนา Session ที่ผมเลือกเข้าฟังก็มีตามนี้นะ
นำสรุปคร่าวๆ มาแชร์ให้อ่านกัน และข่าวดีคือ
ทุก Session มีการอัดวีดีโอไว้ เดี๋ยวมาเรื่อยๆ แล้วผมจะดึงมาใส่ไว้ให้นะ :)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Agile in Startup
coming soon...

Physical board and Electronic board

เป็นการปะทะระหว่างพี่รูฟ กับ พี่ปอม ก็ตามชื่อ session เลยฮะ ตบตีกันมันส์ใช้ได้
แต่ละอย่าง ก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ตัวอย่างเช่น Physical Board เนี่ย สาวๆ มาให้กำลังใจใน Product Backlog Item ให้เราได้ด้วยนะ :)

ส่วนฝั่งของ Electronic Board นี่จะชี้ให้เห็นข้อดี ก็อย่างเช่น ถ้าเราและทีมอยู่คนละที่กันล่ะ (พี่รูฟสวน "ก็จับมันมาอยู่ด้วยกันสิ")

ส่วนตัวผมชอบ Physical Board ครับ พี่รูฟเคยสอนตอนฝึกงานว่า พวก Eletronic ข้อเสียที่น่าสนใจคือ เราหรือคนในทีมสามารถมองข้ามมันได้ แต่ถ้าเป็น Board ที่เห็นกันจะจะ จะทำให้ทราบปัญหาอย่างชัดแจ้ง ว่างานนี้มันไม่เสร็จ เห็นกันทุกคนในทีม และมา Discuss กันได้เร็ว ว่าเกิดอะไรขึ้น

Team Anatomy

ผู้พูดคือ พี่แอมป์ออกตัวไว้ก่อนเลย นี่ไม่ใช่ Session เกี่ยวกับ Build Team ... ฮาาา แต่เป็น Session ที่ว่าด้วย 'Being a (good) Team Member' เปิดเรื่องด้วยการบอกว่า

"Team คือบุคคลแต่ละคน ที่สัญญา (committment) กันว่าจะทำงานด้วยกันเป็นทีม
ถ้าเอาคนมาทำงานร่วมกัน โดยไม่อยากทำด้วยกันนั่นไม่ใช่ Team"

ดังนั้นการจะเป็น Team Member ที่ดีนั้น เราต้องลดความเป็น High Performer ของตัวเอง ซึ่งข้อเสียที่จะทำให้ทีมสะดุดนั้น ก็มี

  • Perfectionism ดี แต่ช้า เพราะจะรู้สึกว่าอะไรอะไรก็ไม่ Perfect สักที ให้ลองเปลี่ยน mindset เป็น Continuous Improvement แทน ทำให้เสร็จก่อน แล้วค่อยทำให้ดี
  • I am better to be here … นี่พวกแกเห็น Value ฉันแบบที่ฉันเห็นตัวเองหรือปล่าว ? 
  • Never give up … การเชื่อมั่นว่า ถ้าทีมไม่มีฉัน ทีมนี้จะไปไม่รอดแน่นอน
  • Self Confidence … ไม่มีคำอธิบาย
เรื่องการ Assume ไม่ว่าจะผิดใจ หรือแค่สงสัยอะไรเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน "อย่า" คิดไปเอง ว่าเขาคิดกับเราอย่างนั้น อย่างนี้ เขาไม่ชอบเราหรือปล่าว ? (ถ้าถามได้) ให้ถามซะ 

และ Quote อันหนึ่งที่ผมชอบในการฟัง Session นั้นก็คือ "In discussion, seniority is f*cking unnecessary"
แปลแบบตรงๆ เราจะพบว่า มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ หรอกนะ แต่การลดช่องว่างตรงนี้ อาจจะเป็นอะไรที่ดีกว่า ในการที่จะแสดงความคิด หรือเปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูด ได้สิ่งที่เขาอยากพูดบ้าง 


Seeking Hyper Productivity

จะมีจริงหรือ Practice ที่จะทำให้เราทำงานเร็วขึ้น (Productivity) 8  - 10 เท่า พี่จั๊วบอกว่า คนที่ทำแบบ Agile คิดแบบ Agile เยอะๆ จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "Hyper Productivity" (ยังกับภาวะไร้ตัวตน) เส้นทางที่จะไปสู่ภาวะไร้ตัวตนได้นั้น มีดังต่อไปนี้

  1. Responsiveness
  2. Motivation
  3. Communication
  4. Childliness
รายละเอียดข้อบนๆ ผมจำไม่ได้ แต่ผมเข้าใจข้อ 4 มากที่สุด พี่จั๊วเปิดด้วยคำถามที่ว่า "คิดว่าเด็กๆ มีอะไรพิเศษหรือปล่าว ในบางเรื่องเขาถึงเรียนรู้อะไรได้เร็วกว่าคนที่โตกว่า" และก็เล่าเปรียบเทียบว่า 

เมื่อเด็กปั่นจักรยาน ตอนที่เขาเอาขาขึ้นกำลังจะปั่น ในหัวเด็กจะคิดถึงภาพที่เขาปั่นจักยานได้ และเมื่อเขาล้ม เขาจะรู้ว่า ทำไมถึงล้ม ในขณะที่ผู้ใหญ่ ถ้าเริ่มปั่นจักรยาน ทันทีที่เอาขาขึ้น กำลังปั่น ภาพในหัวคือ ภาพที่เขาล้มในการขี่จักรยาน และเมื่อล้ม เขาจะบอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เข้ากับเขา นั่นคือ เมื่อเราโตขึ้น ความกลัวเราก็มีมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องราวข้างต้นคือ ... 
เราควรจะทำอะไรด้วย Passion และความสนุกที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดแต่จะรอรับความกลัวที่จะเกิดขึ้น
ถ้าโยงไปเรื่องการเขียนโปรแกรม คนในองค์กรที่อยู่มานาน จะกลัวการเปลี่ยนแปลงมาก เทคโนโลยีที่เคยใช้ ความคิดเก่าที่เคยคิด เขาจะไม่เปลี่ยน ถึงแม้ว่า จะมีใครสักคนที่พร่ำบอกข้อเสียมากแค่ไหนก็ตาม

การกลัวความเปลี่ยนแปลงนั่นคือความของผู้ใหญ่ในเรื่องดังกล่าว ถ้าเราลองกลับไปเป็นเด็ก มีของใหม่ เราอยากเล่น เราอยากลอง ... เชื่อเถอะ ในโลกของเทคโนโลยี ความรู้ที่มี ใหญ่จนเราคาดคิดไม่ถึงเลยล่ะ

Retrospective

การทำ Retrospective คือการพูดคุยกันของสมาชิกในทีมเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานของทีม
ไม่ใช่การคุยกันเพื่อน Focus ที่งานนะครับ Focus ที่ทีมเป็นหลัก

การทำ Retrospective ควรจะทำบ่อยๆ อาจจะทุกๆ ท้าย Sprint
เป็นการ Sound เสียงว่าทีม "เรายังเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพอยู่ไหม ?" #คุ้นๆ

Practice ที่น่าสนใจคือ การพูดขอบคุณใครสักคนในการ Retrospective
คือเป็นการกระทำที่มีแต่ได้ ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้ออะไร หาเรื่องขอบคุณไปเถอะ เช่น

"เราขอบคุณเธอนะ ถึงแม้เธอจะไม่ช่วยอะไรเราเลย แต่ก็ไม่เคยบ่นเราเลย" #อ่าว

อ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ --> Retrospective: The Art of Continuous Improvement


How can I live with CMMI but I want to be Agile

อันนี้ไม่ได้ฟังนาน เพราะหนีไปดู CD with Android ...
ฟังเพราะ อยากรู้ว่า CMMi ที่เขาว่ากันจริงๆ แล้วคืออะไร ?

คำตอบคือ CMMi คือ Set of Best Practice ของการทำ Software
ว่าการจะ Deriver Software ที่ดี (หรอ ?) สักตัวนั้น ... จะต้องทำอะไรบ้าง (ไม่ใช่ทำอย่างไร)
ซึ่งงานเอกสารก็เป็นส่วนประกอบ มีทั้ง 5 Level

Continuous Delivery with Android

ประเด็นหลักๆ ของ Session นี้ก็คือ เราจะใช้เครื่องมืออะไรบ้าง
ที่จะทำให้ App อยู่ในสถานะที่เรียกว่า "Production Ready" ตลอดเวลา
และพร้อมที่จะ Release เมื่อ Biz ต้องการ ... 

Bridging Management Gap

องค์กรของคุณจะเปลี่ยนเป็น Agile ได้หรือปล่าว ?
อ่าน --> http://korn4d.wordpress.com/2013/04/24/bridging-the-management-gap/

Agile:66 Special Report

coming soon...


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Link วีดีโอ Session ที่ผมไม่ได้เข้าฟัง


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จะเข้ามา Update เรื่อยๆ ดีกว่าครับ สำหรับ Blog นี้ เพราะบางเรื่องนี่ก็ต้องมา Revised กันหน่อย

Popular posts from this blog

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

"อีสุกอีใส" ประสบการณ์เมื่อต้องมาเป็นตอนอายุ 22

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android