เมื่อวันสิ้นปีมาถึง Happening in 2013


อีกปีหนึ่งกำลังจะผ่านไปอีกแล้วเนอะ ... หลายคน หลายเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิต ปีนี้เป็นปีแรกที่ออกมาใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน ... มีทั้งสุข และทุกข์ปนๆ กันไป เรื่องความรักขอกล่าวสั้นๆ "โสดตลอดปี"

#0 ตั้งใจเรียนให้จบ

ตั้งแต่ช่วงต้นปีก็ตั้งใจทำ Senior Project ให้สำเร็จสักที ซึ่งอุปสรรคก็มีมากมาย ทั้งเรื่องเอกสาร เรื่องโปรแกรมที่ทำ หลายๆ เรื่อง ตอนนั้นจำได้ว่า เหนื่อยที่สุด ในชีวิตนักศึกษาเลยก็ว่าได้ ทำงานกันเช้าจรดเช้า แม้กระทั่งเช้าวันชี้ชะตาสุดท้าย ก็ยังคงนั่งทำงาน และลุ้นทุกสิ่งอย่างอยู่

แต่ผมมั่นใจว่า ผมเรียนจบมาด้วยความเหนื่อยและมีคุณภาพพอสำหรับการออกไปทำงาน สิ่งที่อาจารย์เดฟ (@rawitat) สั่งสอนมาตลอด ในหลายๆ วิธีการ ทำให้ผมสามารถจบการศึกษามาได้อย่างภาคภูมิใจ (รวมถึงกรรมการสอบอีก 2 ท่านด้วย) ตั้งแต่ปี 2 ที่ตัดสินใจเลือกอาจารย์เดฟเป็นที่ปรึกษา แม้บางทีจะท้อบ้าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลยสักครั้ง อาจารย์เป็นต้นแบบของอาจารย์ที่อยากให้เด็กเติบโตขึ้นจริงๆ

อีกคนที่ต้องขอบคุณคือ พี่บอล (@b_architect) หลายครั้งที่ช่วยเตือนสติผม ผมเคยเกือบไม่จบเพราะตัวเอง เพราะความท้อถอยของตัวเอง เป็นพี่ที่ให้คำปรึกษา และพูดอะไรสะกิดใจให้เรามีพลังในการทำและตัดสินใจอะไรบางอย่างเสมอๆ จวบจนกระทั่งในปัจจุบัน ...

#1 รับปริญญา

ช่วงวันรับปริญญา ก่อนหน้านี้ ผมแทบจะไม่เคยตื่นเต้นจนถึงวันที่ได้ถ่ายรูปกับเพื่อน วันซ้อม และวันจริง ความสุขมันล้นเอ่อ ขอบคุณทุกๆ คน ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอีกอย่างในชีวิต แต่ทุกอย่างไม่ได้จบลงแต่อย่างใด ดังเช่นชื่อวันรับปริญญาในภาษาอังกฤษคือ “Commencement Day” ซึ่งแปลว่าวันแห่งการเริ่มต้น เป็นวันแห่งการเริ่มต้นโตเป็นผู้ใหญ่เสียที ต่อไปเราจะต้องกำหนดการใช้ชีวิตให้ตัวเอง อะไรที่ควรทำ หรือไม่ควรทำ อะไรที่สมควรทำ เราจะเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

#2 เที่ยวกับเพื่อนกลุ่มที่สนิทหลังเรียนจบ

"นี่อาจจะเป็นการเที่ยวครั้งสุดท้ายของพวกเรา" นั่นคือคำพูดตอนที่วางแผนเที่ยวทริปนี้กัน … และทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ยกเว้นกาแฟรสชาติยอดแย่ของร้านหน้าที่พักร้านนั้น (จำไม่ลืมเลยล่ะ)

แต่หลังจากนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่ติดต่อกันเลยนะ เรายังมีกลุ่มใน LINE นัดกันไปสังสรรค์กันบ้าง
จะว่าไปหลังจากนั้นก็ไม่ได้เที่ยวด้วยกันเลยแหะ สงสัยจะต้องจัดทริปจริงๆ จังๆ สักครั้งแล้วล่ะ

#3 ทำงานที่แรก

เราถูกชวนให้มาสัมภาษณ์บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งย่านแจ้งวัฒนะ (ตั้งแต่ก่อนเรียนจบ) โดยรุ่นพี่คนหนึ่ง ในตำแหน่ง iOS Developer สุดท้ายก็ได้ทำงาน เป็นเวลาเพียง 3 เดือน ที่ได้ทำงานร่วมกับพี่คนนี้ (จริงๆ ผมเข้าเพราะพี่เขาเลยล่ะ) แม้จะได้ร่วมงานกันเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็ได้อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งแน่นอนว่าก็เคยโดนเตือนแล้ว และมีความสุขกับการทำงานกับเล็กมากกว่า แต่เนื่องจาก Mindset ของคนที่บ้านก็ยังเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ น่าจะมั่นคง ประกอบกับเราอยากเข้าไปอยู่ในกรอบบ้าง เพราะเคยได้คำยินประโยคที่ว่า “ถ้าอยากออกนอกกรอบ ก็ควรจะรู้ก่อนว่าในกรอบเป็นอย่างไร”

#4 การลาออก และช่วงเวลาของการไม่มีงาน

เมื่อรู้แล้ว ว่าในกรอบเป็นอย่างไร เวลาผ่านไป 3 เดือน หลายอย่างไม่ลงตัว ลงตัวอย่างเดียวคือเรื่องงาน เพราะไม่เคยพลาด และมีความรับผิดชอบมากพอ … หลายๆ อย่างทั้งเรื่องโครงสร้างการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร (ซึ่งตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว) ทำให้เราพบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา ระหว่างนั่งรถกับพ่อ (ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นกำลังจะไปรับชุดครุย) พ่อพยายามบอกว่า ให้ทำไปก่อน เดี๋ยวมันก็ลงตัว ผมพูดกับพ่อว่าเรื่องนี้ขอตัดสินใจเอง และนั่นเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ ครั้งแรกตั้งแต่เรียนจบมา

พอลาออกแล้ว ทำอะไรล่ะ ? แน่นอนครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันเข้ากับตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าปกติแล้วคนทำงานจะปูทางสำหรับการไปที่อื่นไว้ก่อน แล้วค่อยลาออก แต่ผมลาออกมาแบบไม่มีอะไรรองรับ ผมแค่ตัดสินใจไปแล้ว ชีวิตตอนนั้นมันก็เหมือนได้กลับมาวิ่งเล่นอีกครั้ง อยู่บ้านดู Badminton รายการใหญ่ทุกวันไม่เคยพลาดสักแมตซ์ พาพ่อแม่ ไปทานข้าวด้วยเงินเก็บที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง

บางคนคิดว่าช่วงเวลาที่ไม่มีงานคือความทุกข์ แต่ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยในช่วงเวลา 1 เดือนนั้น

#5 ไม่ได้การตอบรับ และโอกาสใหม่

จนถึงวันที่รู้สึกตัวว่า จะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ ผมได้ List บริษัทที่อยากร่วมงานด้วย ซึ่งก็ได้มาหยิบมือหนึ่ง ก็ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบเดิม คือผมไม่ร่อนใบสมัครไปตามที่ต่างๆ พร้อมกัน ไม่ส่งเผื่อเลือก (หลงตัวเองชะมัด) ผมแค่เลือกมาหนึ่งที่ ใน List นั้นและส่ง Resume ไปและสุดท้ายบริษัทที่เลือกในตอนนั้นก็ไม่ได้ตอบรับกลับมา …

หลังจากนั้นไม่นาน อาจารย์ที่ปรึกษาก็บังเอิญมาเดินซื้อของที่เดียวกัน และชวนผมคุยเรื่องงาน จนได้แนะนำผมให้กับอีกบริษัทหนึ่ง และผมก็ได้โอกาสที่เข้าไปสัมภาษณ์กับบริษัทนี้ ซึ่งหลังจากที่เขาตอบรับ ในครั้งแรกผมปฏิเสธไปเนื่องจากมารู้สึกผิดว่า ผมไม่ได้มี Passion มากพอในการทำงานที่นี่ งานที่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบ และอยากทำ (ผมอยากเป็น iOS Developer)

ในเวลานั้นไม่มีบริษัทที่รับ iOS Developer ไหนเลย ที่ Fit ในสำหรับตัวเอง (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปัญหาการเดินทาง) และสุดท้ายผมก็ติดต่อกลับไปบริษัทที่ผมเพิ่งจะปฏิเสธอีกครั้งเพื่อขอเข้าร่วมงาน สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นคือ บริษัทนี้ใช้เทคโนโลยีทุกอย่าง ที่ผมไม่เคยใช้มาก่อน และนั้นจะช่วยปลดล๊อคสิ่งที่ผมไม่เคยคิดทำ และเป็นการท้าทายครั้งใหญ่สำหรับตัวเอง

#6 ที่ทำงานที่ใครๆ ก็อิจฉา

หลังจากเราได้เริ่มงานบริษัทใหม่จากการแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา และเข้าสัมภาษณ์กับ CEO, CTO ของบริษัท และทำงานในสถานที่ที่เรียกว่า Co-Working Space พื้นที่เปิดแห่งนี้ทำให้ผมพบปะผู้คน ทั้งที่คนที่เคยพบกัน และไม่ได้พบกันมานานแล้ว และเพื่อนใหม่ พี่คนใหม่ หลายๆ คน  ได้เปิดโลกการทำงานอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มีอิสระในพื้นที่การทำงาน และอิสระในความคิดในเรื่องต่างๆ บวกกับวัฒนธรรมองค์กรณ์แบบ Flat (เนื่องจากเป็นบริษัทที่กำลังเติบโต) เรื่องเพื่อนร่วมงานไม่ต้องพูดถึง เกือบทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่เกือบทั้งหมด ทุกคนน่ารักมาก ด้วยหลายๆ เรื่องที่กล่าวมา ทำให้เราคิดว่าการทำงานที่นี่สนุก มีความสุข และน่าอิจฉากว่าที่ที่เคยทำ หรือเทียบกับที่ทำงานของเพื่อนคนอื่น (ในมุมมองของเรา)

เราได้ทำงานที่ไม่เคยคิดจะจับมาก่อน คือการเป็น Backend Developer แบบจริงจัง ได้ใช้เทคโนโลยีหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น Database ทั้ง SQL และ No-SQL และพวก Cloud Service ต่างๆ งานที่เราต้องมาเป็นเบื้องหลังนี่มันก็มีอารมณ์ที่แตกต่างออกไป เบื้องหน้าจะดีได้อย่างไร ถ้าเบื้องหลังไม่ดีพอ ดังนั้นตลอดมา เราก็พยายามศึกษาเบื้องลึกเทคโนโลยีที่ใช้จากที่ต่างๆ เพื่อพยายามทำงานออกมาให้ดี (ยังรู้สึกว่าไม่สุด)

#7 สิ่งที่ค้นพบหลังจากทำงานมาได้ 2 เดือน

เส้นทางการทำงานของเราเริ่มต้นจากการเดินไปขึ้นรถตู้ นั่งรถตู้ เดินขึ้นสถานีรถไฟฟ้า นั่ง (โดยมากมักยืน) บนรถไฟฟ้า เดินไปที่ทำงาน ทำงาน และก็เกิดกระบวนการเมื่อสักครู่อีกครั้งแบบย้อนกลับ กระบวนการข้างต้นใช้เวลาประมาณ 1 - 1.5 ชั่วโมง (ในวันที่รถติด) จะเห็นว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ในทุกๆ วันที่เดินทางไปทำงาน แล้วเราจะทำอย่างไร ?

ย้อนไป 1.5 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ลองทำ และยังคงทำทุกวันในขณะที่เดินทางไปทำงานคือ “การอ่านหนังสือ” ซึ่งมาแทนที่การ “อ่าน Twitter ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นการกระทำปกติก่อนหน้านี้ (และพบว่าเป็นการกระทำปกติของชาว Twitter บางคนเช่นกัน)

ผมค้นพบว่า การอ่านหนังสือในช่วงเวลานั้น ทำให้กระบวนการข้างต้นเกิดความไม่ซ้ำกันเลย ในแต่ละกัน และสามารถอ่านหนังสือที่ซื้อมาได้เรื่อยๆ (ผมตั้งใจลงทุนในหนังสือทุกเดือน เดือนละเล่ม ไม่ว่ายังไงจะต้องหาหนังสือดีๆ มาเก็บไว้จนได้)  ดังนั้นใครก็ตามที่ใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานพอสมควรแบบผม

ลองหยิบหนังสือสักเล่มมาอ่านสิครับ :)

#8 รู้จักคนในวงการเพิ่มขึ้น

จริงๆ ผมเข้าร่วม Event เกี่ยวกับ Agile และ Software Development เกือบทุกงาน มาตั้งแต่เรียนแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ มีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเท่านั้น ที่พอจะเข้าใจบ้าง … พอเริ่มทำงาน ผมเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น ก็เลยสนุกในการเข้าร่วมมากขึ้น ล่าสุดก็ไปงาน Agile Tour 2013 นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้ร่วมชั้นเรียน Geek Academy Batch 2, Global Day of Code Retreat ด้วย ได้พบเพื่อนและพี่ร่วมวงการอีกหลายคนเลยล่ะ

ปีหน้าก็ยังคงจะเข้าร่วมเหมือนเดิม ถ้ามีโอกาส :)

#9 เมื่อต้องตัดสินใจอีกครั้ง...

จากข้อ 6 ที่ทำงานที่น่าอิจฉานี้ไม่มีข้อเสียใดๆ เลย และไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่ใครสักคนคิดจะเปลี่ยนงาน เพราะเหตุผลแค่เรื่องเดียวที่จะมีผลกระทบนั่นคือ "งานที่คุณกำลังทำอยู่" สุดท้ายแล้วเราก็มานั่งคิดว่า "สิ่งที่เราทำมาตลอด 4 เดือน เรารู้สึกยังไง ?" การเป็น Backend Developer สนุกไหม ? ท้ายที่สุดแล้วคำตอบคือไม่ใช่ ... เพียงแต่การทำงานที่นี่ทำให้เรารู้ว่า "ตัวเราเอง ทำอะไรก็ได้ ถ้าได้ฝึก" และแน่นอนโปรแกรมเมอร์ที่รักการเขียนโปรแกรม เขียนอะไรก็ได้ ขอแค่ได้เขียนโค้ด รักในโค้ดที่เขียน และพยายามพัฒนาสิ่งที่เขียนให้ดีขึ้น ดังนั้นประเด็นไม่ใช่เราทำที่นี่ไม่ได้นะ เรามั่นใจว่าเราทำได้และสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ด้วย เพียงแต่เรามีสิ่งที่ชอบมากกว่าที่เป็นอยู่

เนื่องจากพบที่ที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบ และเป็นหนึ่งในบริษัทที่เราอยากร่วมงานด้วย (บริษัทนี้อยู่ใน List จากข้อ 5) และตำแหน่งที่เราต้องการเปิดรับสมัครอยู่พอดี ใช่แล้ว เราตัดสินใจเปลี่ยนงาน เราลองสมัครและเขาตอบรับให้เราเข้าทำงานในตำแหน่งนั้น

ถึงอย่างไร เราไปจากที่นี่ด้วยความรู้สึกดีๆ เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างและเข้าใจคนเพิ่มขึ้นอีกหลายแบบเลยล่ะ ถ้ามีเวลาว่างๆ เราคงจะแวะกลับมานั่งทำงานที่นี่ในฐานะลูกค้าของ Co-Working Space นี้บ้าง

แน่นอนว่า เรายังคงต้องทำงานอยู่ที่นี่ไปอีกตามสัญญาที่ได้เซ็นไว้ก่อนหน้านี้  และแน่นอนว่า ถ้ามีโอกาสเราก็จะไม่พลาดแนะนำคนที่รู้จักมาสัมภาษณ์ที่นี่ เราจะพยายามใช้เวลาที่เหลือเก็บประสบการณ์การทำงานและความรู้สึกดีๆ จากเพื่อนร่วมงานที่นี่ ให้ได้มากที่สุด

CreatedAt: 12/31/13 6.48 PM, UpdatedAt: 9/1/13 1.51 AM

Popular posts from this blog

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

"อีสุกอีใส" ประสบการณ์เมื่อต้องมาเป็นตอนอายุ 22

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android