เมื่อวันสิ้นปีมาถึง Happening in 2014



#1 แก๊ง "ลุงบอลจงเจริญ" และคนที่อยากกล่าวถึง

กลุ่มนี้ประกอบด้วย "พี่ตั้ว แป้ง พี่บอล พี่แอมป์ พี่แป๋ม และผม" ด้วยความที่พี่แอมป์คุยกันเรื่อง Node.js จนเป็นผลทำให้พี่บอลมาร่วมแจม และสอนใน Secret Class ที่ Proteus Technology ไม่พูดถึงความรู้ที่ได้นะ ซูชิ และเนื้อย่างนี่เปรมมาก... หลังจากนั้นพวกเราก็ติดต่อกันมาเรื่อยๆ มีการตั้งกรุ๊ปใน LINE เพื่อคุยกัน เนื่องจากพี่บอลผู้มีอายุ 200 ปีจากประสบการณ์ต่างๆ ที่เล่าให้ฟัง ก็เลยได้รับการสถาปนาเป็น Uncle Ball (ล้อเลียน Uncle Bob) ในกลุ่มก็มีทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ของแต่ละคน ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้กันและกัน เป็นประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ดีในปีนี้ ต้องขอบคุณมากๆ ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตผม มันเป็นมิตรภาพดีๆ ไม่สิ ที่ดีมาก ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ยังมีอีก "อีฟ" ไม่ได้คุยกันบ่อยๆ หรอก เจอกันตอนทำงาน Agile Thailand แต่แบบเคยคุยกันจนต่างกันต่างเลยป้าย สนุกดี เป็นคนรุ่นเดียวกันที่เป็นอาจารย์แล้ว ตอนนี้ก็ยังไปกวนนางเล่นบ่อยๆ เพราะมโนเยอะ และอีกคนที่อยากกล่าวถึงคือ "บีม" ตอนนี้ได้ดิบได้ดีไปละ เอาเป็นว่าเป็นเพื่อนอีกคนที่มาทำให้ชีวิตดีขึ้น (ยกเว้นแม่งแดกเบียร์อ่อนนี่แหละ วิศวะอัลไล) นอกจากนี้ยังมีหลายๆ คน ที่ได้คุย ได้เจอกัน ได้ทำงานร่วมกัน และปิดท้ายสิ้นปี "แป้ง" และ "ป่าน" สองพี่น้องที่ไปเจอโดยบังเอิญที่ประเทศญี่ปุ่นจากความตั้งใจเล็กๆ ในการเดินทางคนเดียวของเราบนเครื่องบินกลายเป็นว่า ได้เที่ยวด้วยกันบางวัน กินข้าวด้วย ทำให้ทริปนี้มีค่าและสนุกมากขึ้น เพราะสองคนนี้ก็ Backpacker เหมือนกัน รวมถึงทุกคนในบ้านที่เราเข้าพักด้วยมีหลายๆ คน ทั้ง Anthony, Toshi และอีกหลายคนที่ได้พูดคุยกันในบ้านพักเล็กๆ หลังนั้น ทุกคนที่กล่าวถึงคือส่วนหนึ่งของชีวิตเราในปีนี้ ขอบคุณมากครับ :)

#2 Notice Period

จากที่ได้คุยกันเมื่อบทความนี้ของเมื่อปีที่แล้ว ผมตัดสินใจลาออก แม้จะเป็นการลาออกครั้งที่ 2 แต่เป็นครั้งแรกกับประสบการณ์ที่เรียกว่า Notice Period (หรือช่วงเวลาที่คุณต้องอยู่สะสางงานและส่งต่อ หลังจากที่บอกลาออก) เป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง ที่ได้รับคำปรึกษาจากมังกรคนเดิม สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยการเจรจากับทั้งสองฝ่าย (ถ้าไม่มีที่ปรึกษาผมคงจะ Panic น่าดู) เป็นบทเรียนที่สำคัญที่คุณจะ "ต้อง" อ่านสัญญาทุกชนิดให้ดีทุกครั้งก่อนเซ็น เพราะกฎหมายแรงงานมักเขียนให้เข้าทางผู้ใช้แรงงานฉันใด สัญญาการจ้างงานก็มีไว้เอาเปรียบผู้ใช้แรงงานฉันนั้น... เพื่อนร่วมงานยังคงน่ารัก จนวันสุดท้ายที่เข้าทำงาน...

#3 Oozou

เริ่มงานที่บริษัทเรียกได้ว่า น่าทำงานที่สุดในใจใครหลายๆ คน ไม่สปอยแล้วกัน อยากรู้ก็มาร่วมงานกัน ลายแทงหาได้ที่ http://www.oozou.com เป็นออฟฟิศที่การเดินทางมาทำงานสะดวกขึ้นประมาณ 40% (คือไม่ต้องเดินไกล, ติดรถไฟฟ้า และไม่ต้องเปลี่ยนสถานีที่สยาม, เท้าไม่แตะพื้นตั้งแต่ลงรถไฟฟ้าจนถึงออฟฟิศ)

#4 ชีวิต ณ อโศก

ได้ชื่อว่าอยู่ศูนย์ธุรกิจใจกลางเมืองอย่างอโศก Terminal 21 คือสวรรค์ของพนักงานออฟฟิศทุกคน ในช่วงเวลากลางวัน และเย็นในเรื่องของอาหาร ขอบอกว่าหากินราคาต่ำกว่า 50 ต้องแลกมาด้วยแรงกายและหยาดเหงื่อจากการเดิน แต่บางช่วงเวลาก็อยากหาอะไรใส่ปอดบ้าง เดินไปพักตรงแยกอโศกก็ได้แต่ถอนหายใจในความยาวรถติดกว่า 2 กิโลเมตร สูดหายใจทีก็ได้แต่มลพิษ โอเค อยากหาอะไรเข้าปอดไปพักที่อื่นก็ได้...

#5 Agile Thailand 2014

โอกาสที่ดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานระดับประเทศอย่าง Agile Thailand 2014 เป็นการจัดการที่เจ๋งมาก Staff ทุกคนเจอกันคือวันงาน ประชุมและการวางแผน ทำออนไลน์หมด จะเรียกว่าทุกคนมีวินัยที่ดีเลยทีเดียว แม้ว่าปีนี้จะเข้าประชุมบ้าง ออกความคิดเห็นเล็กน้อยบ้าง ถ่ายรูปบ้าง ยกข้าวบ้าง แต่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สนุกที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าปีหน้าก็ไปช่วยจัดอีก :)

#6 กล้อง

ใครรู้จักผม ก็น่าจะพอรู้บ้างว่าผมเป็นคนชอบถ่ายรูป เนื่องด้วยกำลังทรัพย์มีไม่มาก ก็เลยไม่มีอุปกรณ์หรูหราไฮโซวอย่างคนอื่นเขา มีแต่มรดกนิดหน่อยจากพี่คนหนึ่งและจากการเก็บเงินซื้อเพิ่ม แต่ก็พอจะมีหัวบ้างในการถ่ายภาพด้วยเลนส์ที่มีอย่างจำกัดนั่นแหละ จนตอนนี้เริ่มมีกำลังทรัพย์บ้าง เลยอยากจะซื้อกล้องเป็นของตัวเองสักตัว ขอบคุณแป้ง @pinkiigirl ที่หยิบ Fuji X-E2 มาให้ลองเล่น แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ที่ได้จับก็โอเคกับมัน พอได้ขอ RAW File มาลองแต่งยิ่งชอบ แม้เรื่องที่ขัดใจในตอนแรกคือเรื่องของ EVF Lag Time แต่พอ Fuji ออก Firmware รุ่น 2.0 มานั้น ทำให้ผมตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้ได้โดยไม่ต้องลังเลเลย กำเงิน 5 หมื่นถอยมันออกมาพร้อมเลนส์ 35mm f1.4 เพิ่มเพื่อถ่ายภาพในแนวทางที่ผมชอบนั่นคือ Portrait โดย ณ ปัจจุบันก็ได้เลนส์ Wide Angle มาอยู่ในมืออีกตัว และคิดว่านี่ล่ะ มาถูกทางละ เพราะเคยพยายามจะหันไปลอง Full Frame แล้ว ไม่ไหวกับน้ำหนักที่ต้องแบกจริงๆ

#7 ตัดสินใจเดินทาง

ในตอนแรกนัดกับเพื่อนว่าจะเดินทางไปในประเทศที่อยากไปอย่าง "ญี่ปุ่น" ด้วยกัน แต่มีเหตุบางอย่างทำให้เพื่อนไม่สามารถไปได้ ในวันที่ต้องจองตั๋ว การตัดสินใจของเราดำเนินไปพร้อมกับราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราตัดสินใจที่จะต้องเดินทาง "คนเดียว" จริงๆ แล้วเรานึกถึงพี่คนนึงที่เขาทำให้เราได้รู้จักคำว่า Solo Backpacker และหลายๆ กระทู้จากสังคมคุณภาพ ที่อ่านมา ทุกอย่างอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และมันอาจจะเป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกการท่องเที่ยวของเราไปตลอดกาลก็ได้ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ การเที่ยวคนเดียว หรือเที่ยวกับเพื่อนทั้งสองอย่างมีเสน่ห์และความรู้สึกของการเดินทางที่ต่างกัน เป็นความรู้สึกที่คุณต้องลองสักครั้ง เมื่อคุณตัดสินใจ แน่นอนล่ะ จะมีหลายคนถามคุณว่า "ไปคนเดียวหรอ ไม่เหงาหรอ ?" ถ้าคิดว่าอยากตอบคำถามนี้ด้วย ลองดูเถอะครับ :)

#8 ญี่ปุ่น

เริ่มจากการวางแผน... การวางแผนสนุกมาก มันเป็นการวางแผนที่จริงจังที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กับการ Solo Backpacker ของเรา สนุกมากกับการวางแผน ได้ศึกษาระบบรางของญี่ปุ่น ได้ศึกษาประวัติและวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในประเทศและสถานที่บางส่วนก่อนไป หลายๆ อย่างทำเพื่อให้การเที่ยวครั้งนี้ออกมาดี (แม้จะเกิดเหตุตามข้อ 9) ก็ตาม

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผมชอบมากเลยนะ ทั้งเรื่องคน ทั้งเรื่องระบบต่างๆ ภายในประเทศ จนแบบ บางอย่างบางเรื่องนี่ควรเอามาปรับใช้กับประเทศเราบ้าง มันหลายเรื่องเกินจนแบบขอพูดเรื่องเดียวแล้วกัน สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องวินัย... ซึ่งมันเกิดขึ้นและถูกแรงผลักดันจาก "กฎหมายที่เข้มงวด" (ผมไม่ได้ไปอยู่เลยไม่รู้ว่า มีการใช้เส้นสายหรือคอรับชั่นมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างน่าสลดคือหนังเรื่อง Death Note หน่ะที่ว่าด้วยเรื่องพวกที่ฆ่าคนอื่นแล้วทำอะไรสักอย่างให้ศาลยกฟ้อง) ซึ่งทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในฐานะนักท่องเที่ยว ผมประทับใจมาก และอยากให้คนไทยทำแบบเดียวกันกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบ้านเรา

ดูเหมือนเรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา เขาพยายามช่วยเราเต็มที่ บางคนพูดญี่ปุ่นรัวๆ หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปไม่พอใจ และด่าทอเขา แต่เป็นการพยายามจับ Keyword และเข้าใจ ศึกษาไปบ้าง เช่นคำพื้นฐาน หรือตัวเลข จะช่วยได้มากทีเดียว

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมเขียนถึงประเทศนี้ไว้ ไปอ่านต่อกันที่นี่นะ Japan in my perspective

#9 เมื่อโปรแกรมเมอร์ตกเครื่องบิน(ครั้งแรก(และจะไม่มีครั้งที่สอง))

เนื่องจากเที่ยวบินกลับจากโอซาก้าที่ผมได้คือวันที่ 27 เวลา 00.10
ผมไม่ได้เอะใจเลยว่า สิ่งที่เข้าใจมาตลอดทำให้ผมต้องพบเจออะไรที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน แน่นอนว่า ไม่เคยวางแผนการตกเครื่องบินครั้งนี้

ถึงแม้ว่าพอผ่านการแก้ปัญหาไปแล้ว จะแอบดีใจนิดๆ ที่ได้เที่ยวต่อก็เถอะนะ
ผมว่าผมเป็นคนที่วางแผนดีมากๆ คนนึงนะ ในการไป Solo Backpacker ครั้งนี้
วางแผนทุกอย่าง จะเดินยังไง ด้วยรถไฟสายไหน ต้องเปลี่ยนที่ไหน แม้แต่การศึกษาระบบรางของประเทศญี่ปุ่นก่อนไป ประวัติบางส่วนของสถานที่ที่จะไปเที่ยว แบ่งโซนการเที่ยวว่าต้อง Optimize เวลายังไง ให้เก็บ Attractions ให้ครบ

วันที่ 27 ถือของหนักประมาณ 15kg ไปอย่างลั้ล...ลาเลยที่สนามบิน KIX (Kansai International Airport) ไปถึงก็ถาม Information ทันที

Me: Suememasen (Excuse me in Japanese) I have some tax-free items Should I go to someone for checking ?
Information: Please contact your check-in counter and they will figure it out
Me: My Flight is 00.10 Today and Where is Thai AirAsiaX counter ?
Information: --Open the document-- There is no counter for Thai AirAsiaX today
Me: Really? --Show my booking information--
Information: I'm so sorry I think you flight was departed yesterday as you see the flight is in the today morning
Me: ชิบหายละ (ภาษาไทย) --อึ้งไปแปป-- and What can I doing for now ? buy the new ticket ?
Information: Maybe... --พร้อมทำหน้าเศร้าๆ--

วันนั้นแม่งฟัง และตอบโต้ภาษาอังกฤษคล่องมาก (จริงๆ มีบทพูดเยอะกว่านี้แต่ลืม)
เดาว่าเกิดจาก Adenarline ล้วนๆ คล้ายๆ คนที่ยกตู้เย็นได้เวลาไฟไหม้

คือแม่งไม่เคยตกเครื่องมาก่อนไง แล้วแบบวางแผนทุกอย่างเป๊ะมาก แต่เสือกดูวันผิดน่ะ มันไม่มีอะไรผิดพลาดเลยเว้ย แม่งถูกหมด กูแม่งตกเครื่องตั้งแต่เทคออฟออกจากดอนเมืองวันที่ 21 แล้ว สราดดดดดดด!!! What the f*ck!

หลังจากเดินออกจาก Information ตัดเข้าฉากพระนางหันหน้ามองกัน เราหันหน้าไป ก็เห็นเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นคนนั้น มองมาแบบ... เราก็ Panic แหละ  ใครจะไม่เป็น อีเหี้ยๆ ทำไงดีๆ กูไม่ได้อยู่ประเทศตัวเองนะ ภาษาที่พอจะสื่อสารได้เขาก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ง่วงก็ง่วง หนักก็หนัก บลา บลา บลา

จากนั้นก็เริ่มตั้งสติ คิดในหัวว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ติดต่อที่บ้านก่อนว่าไม่ต้องมารับแล้ว ตัดสินใจเที่ยวต่อ คือซื้อตั๋วกลับเลย แม่งก็ดูโง่เกินไปหน่อย เที่ยวต่อแม่งเลยละกัน หาตั๋วเครื่องบินใหม่ หาที่พัก คืนนี้มึงนอนสนามบินแน่นอน...
เงินก็เหลืออยู่ ¥22000 แล้วทำ Online Transaction ไม่ได้ เพราะไม่ได้เปิด Roaming ไว้รับ OTP ทาง SMS คือค่อนข้างวุ่นวาย กว่าจะได้นอนก็ปาไปเกือบตี 2

และก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ คน ขอบคุณมากครับ
มันคงเป็นประสบการณ์ที่เป็นบทเรียนที่ดี ในการเที่ยวครั้งนี้ ความรู้สึกนั้นมันเศร้าและปนสนุกที่ได้แก้ปัญหาใหญ่ๆ ด้วยตัวเอง คนเดียว ไม่มีใครเลย มีแต่เราและข้อความที่ได้คุยกับใครหลายๆ คน

ป.ล. มีพี่คนนึงอยากให้เขียนเป็นภาษาไทย พี่คนนั้นเป็นคนพูดว่า "เราจะพานายกลับบ้าน"
ป.ล.2 สติสำคัญมาก คุณแพนิคได้ แต่อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนาน

Quote of the year: นิยามของ "ความมั่นคง"

วันนั้นไปงาน Barcamp Bangkok 2014 แล้วก็ได้พบเจอกับเพื่อนและพี่ที่หน้าคุ้นๆ หลายคน ได้นั่งคุย และได้พูดด้วย ประหม่าพอสมควร ไว้คราวหน้าเอาใหม่นะ... Quote นี้มาจาก Ben ซึ่งเป็น Founder ของ Proteus Technology ซึ่งผมได้ฟังผ่านพี่แป๋ม ซึ่งเป็นพี่ที่รู้จักกันและทำงานที่นั่น ใจความว่า (อาจจะไม่เป๊ะหรอกนะ)
คนเรามักคิดว่า "ความมั่นคง" คือการได้ทำบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนเยอะๆ และประครองเราไว้ได้นานๆ บริษัทไม่ล้มง่ายๆ ทำไปตลอดชีวิต แต่จริงๆ แล้ว "ความมั่นคง" มันคือ "ตัวเราเอง" ต่างหากที่จะต้องสร้างเอง ดังนั้น "ความมั่นคง" ที่เราตามหาคือการที่ถ้าบริษัทเราล้มวันพรุ่งนี้ เราจะต้องเอา Resume ที่มีไปสมัครงานบริษัทอื่นได้ทันที เพราะบริษัทที่ไม่มีวันล้มน่ะ "มันไม่มีหรอก"
The Best thing of this year: การได้เดินทางไปญี่ปุ่นนี่แหละ
The Worst thing of this year: ความสัมพันธ์ห่วยๆ ที่เป็นบทเรียนในชีวิตว่า "แบบนี้แม่งก็มีด้วย"

Popular posts from this blog

[Android Dev] การติดตั้ง Eclipse+AndroidSDK เพื่อพัฒนาโปรแกรมบน Android

12 วิธี การบริการและดูแลลูกค้าในร้าน Starbucks

5 TED Talk ที่จะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้น